Matching

สาวสวย :
ก่อนอื่นดิฉันขอสาบานว่าสิ่งที่ดิฉันพูดเป็นความจริง ค่ะ ดิฉันอายุ 25 ปีค่ะ ความสูง
170 ซม. น้ำหนัก 50 กิโล ส่วนสัด 34-24-36 ผมยาว หน้าตาจัดว่าสวยมาก ๆ
เซ็กซี่ มีรสนิยม

...ดิฉันอยากจะแต่งงานกับผู้ชายรายได้สักสองแสนบาทอัพต่อเดือนสักคน
คุณอย่าเพิ่งมองฉันโลภนะคะ รายได้ประมาณสองแสนเนี้ย แค่ชนชั้นระดับกลาง ๆ
ในห้องสินธรหรือวงการตลาดหุ้นเอง ฉันไม่ได้เรียกร้องมากไปใช่ไหมคะ

...มีใครในพันทิพ ห้องสินธร นี้ที่รายได้เกินสองแสนบ้างคะ พวกคุณแต่ง
งานไปกันหมดหรือยัง กรุณาช่วยตอบดิฉันทีค่ะ คือดิฉันอยากแต่งงาน
กับคนรวยๆ อย่างพวกคุณ

...พวกที่ดิฉันคบด้วยนี่มีแต่พวกธรรมดาๆรายได้อย่างมากไม่เกินสามหมื่นเอง
รายได้แค่นี้จะอุตริไปซื้อบ้านแถวสีลมเนี่ย ยังได้แค่มองเลยใช่ไหมคะ ดิฉันมี
คำถามดังนี้ค่ะ กรุณาช่วยตอบด้วยนะคะ
1. หลังจากตลาดหุ้นปิด พวกคุณมักไปต่อที่ไหนกันคะ( ชื่อร้าน , ผับ , fitness, ฯลฯ)
2. ถ้าจะแอบมองสาว คุณจะมองสาววัยไหนคะ
3. ทำไมคนที่แต่งงานกับคนรวยๆ ถึงมีแต่พวกอาซิ่มเฉิ่มๆ รสนิยมห่วยๆ ล่ะคะ
4. คุณใช้อะไรเป็นเกณฑ์ในการเลือกคนที่คุณจะแต่งงานด้วย คะ'


หลังจากนั้นไม่เกิน 30 นาที ก็มีเมล จากชายหนุ่มคนนึงส่งมาถึงเจ้าหล่อนว่า :

...ถึงคุณสุดสวยครับหัวข้อกระทู้ของคุณน่าสนใจมากครับ และคงมีผู้หญิงหลายคนมี
คำถามเดียวกันกับคุณขออนุญาตตอบคำถามในมุมมองของคนเล่นหุ้นแบบผมนะครับ

...รายได้ของผมจากการเป็นนักวิเคราะห์หลักทรัพย์และลงทุนในตลาดหุ้น
มากว่า 10 ปี อยู่ที่ประมาณห้าแสนบาท ต่อเดือน ขาดเหลือนิดหน่อย
ซึ่งก็น่าจะผ่านเกณฑ์ของคุณ ดังนั้น...ผมเชื่อว่าคำตอบของผม น่าจะ
ไม่ทำให้คุณเสียเวลาอ่านนะครับ

...จากมุมมองของผมซึ่งเป็นนักธุรกิจ การที่แต่งงานโดยเลือกเฉพาะที่ความสวย
เพียงอย่างเดียวนั้น ถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด คำตอบนั้นง่ายมาก อธิบาย
ตามตรง จากข้อมูลที่คุณให้มา คุณพยายามจะเน้นจุดแข็งของสินค้าคือ...
"ความสวย" เพื่อแลกกับ "เงิน"

...เมื่อคุณมีความสวย และผมมีเงิน แน่นอนว่ามัน Fair และน่าจะเป็นไปได้กับ
โอกาสทางธุรกิจที่คุณเสนอ แต่ก็ติดปัญหาที่ว่าความสวยของคุณนั้นจืดจางลง
ทุกวัน ในขณะที่เงินของผมไม่ได้ไปไหน ถ้าไม่มีปัญหาอะไร

...หรืออีกนัยหนึ่ง รายได้ของผมมีแต่จะเพิ่มทุกปีและเงินของผมก็สามารถนำ
ไปก่อให้เกิดผลตอบแทนงอกเงยขึ้นอย่างสม่ำเสมอ ในขณะที่คุณไม่ได้สวยขึ้น
เมื่อข้ามปีและมีแนวโน้ม ที่จะลดลงๆ ในแต่ละปีที่ผ่านไปเช่นกัน

...ในมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์ คุณคือสินทรัพย์ที่เสื่อมค่า ไม่ได้
เสื่อมธรรมดานะ เสื่อมแบบอัตราก้าวหน้า ดังนั้น ถ้าความสวยคือสิ่งเดียว
ที่คุณมี ก็จงคิดต่อว่า 10 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร

...นิยามที่เราใช้กันในตลาดหุ้น คือ ทุก ๆ การ Trade มี Position การคบกับคุณก็
ถือเป็น Position แต่ถ้า Value ของมันลดลง เราจะขายมันทิ้ง ไม่ใช่ความคิดที่ดี
ที่จะดันทุรังเก็บมันไว้ ซึ่งหมายถึง การแต่งงานที่คุณต้องการ
อาจจะแทงใจดำถ้าผมต้องบอกคุณตรงๆอย่างจริงใจว่า ถ้า Value ของ
Asset ลดลงเรื่อย ๆ ถ้าเราไม่ขายทิ้ง เราจะใช้วิธีการ 'ให้เช่าซื้อ' แทน
แน่นอนว่าคนที่มีรายได้เกินสองแสนบาทต่อเดือนฉลาดพอ พวกเขาแค่คบคุณแต่
จะไม่แต่งงานกับคุณ

...ดังนั้น จึงขอแนะนำคุณอย่างหวังดีว่าคุณควรที่จะหยุดที่จะหาวิธีที่จะได้แต่งงาน
กับคนรวย และคุณควรที่จะทำให้ตัวเองเป็นคนที่มีรายได้เกินสองแสนบาทแทนซะเอง
ซึ่งในทางเทคนิคแล้วน่าจะมีโอกาสมากกว่าการหาคนรวยแต่โง่คนนึง

...หวังว่าคำตอบนี้จะช่วยคุณได้บ้าง อย่างไรก็ตามถ้าหากคุณสนใจ
option ในบริการ 'เช่าซื้อ' กรุณาติดต่อผม........ เพื่อทำ Bid offer ใน
โอกาสต่อไป

รอยตำหนิ

ชายจีนคนหนึ่งแบกถังน้ำสองใบไว้บนบ่าเพื่อไปตักน้ำที่ริมลำธาร
ถังน้ำใบหนึ่งมีรอยแตก ในขณะที่อีกใบหนึ่งไร้รอยตำหนิ
และสามารถบรรจุน้ำกลับมาได้เต็มถัง...แต่ด้วยระยะทางอันยาวไกล
จากลำธารกลับสู่บ้าน....จึงทำให้น้ำที่อยู่ในถังใบที่มีรอยแตกเหลืออยู่เพียงครึ่งเดียว

เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ดำเนินมาเป็นเวลา 2 ปีเต็มที่คนตักน้ำสามารถตักน้ำ
กลับมาบ้านได้หนึ่งถังครึ่ง....ซึ่งแน่นอนว่าถังน้ำใบที่ไม่มีตำหนิจะรู้สึกภาคภูมิใจ
ในผลงานเป็นอย่างยิ่ง ...ขณะเดียวกันถังน้ำที่มีรอยแตกก็รู้สึก อับอายต่อความบกพร่องของตัวเอง
มันรู้สึกโศกเศร้ากับการที่มันสามารถทำหน้าที่ได้เพียงครึ่งเดียวของจุดประสงค์ ที่มันถูกสร้างขึ้นมา

หลังจากเวลา 2 ปี… ที่ถังน้ำที่มีรอยแตกมองว่าเป็นความล้มเหลวอันขมขื่น
วันหนึ่งที่ข้างลำธาร มันได้พูดกับคนตักน้ำว่า "ข้ารู้สึกอับอายตัวเองเป็นเพราะ
รอยแตกที่ด้านข้างของตัวข้าที่ทำให้น้ำที่อยู่ข้างในไหลออกมาตลอดเส้นทาง ที่กลับไปยังบ้านของท่าน"

คนตักน้ำตอบว่า "เจ้าเคยสังเกตหรือไม่ว่ามีดอกไม้เบ่งบานอยู่ตลอดเส้นทางในด้านของเจ้า...
แต่กลับไม่มีดอกไม้อยู่เลยในอีกด้านหนึ่งเพราะข้ารู้ว่าเจ้ามีรอยแตกอยู่....

ข้าจึงได้หว่านเมล็ดพันธุ์ดอกไม้ลงข้างทางเดินด้านของเจ้าและทุกวันที่เราเดินกลับ...
เจ้าก็เป็นผู้รดน้ำให้กับเล็ดพันธุ์เหล่านั้น
เป็นเวลา 2 ปี ที่ข้าสามารถที่จะเก็บดอกไม้สวย ๆ เหล่านั้นกลับมาแต่งโต๊ะกินข้าว
ถ้าหากปราศจากเจ้าที่เป็นเจ้าแบบนี้แล้ว..เราก็คงไม่อาจได้รับความสวยงามแบบนี้ได้"

คนเราแต่ละคนย่อมมีข้อบกพร่องที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง...
แต่รอยตำหนิและข้อบกพร่องที่เราแต่ละคนมีนั้น
อาจช่วยทำให้การอยู่ร่วมกันของเราน่าสนใจ และกลายเป็นบำเหน็จรางวัลของชีวิตได้....
สิ่งที่ต้องทำก็เพียงแค่ยอมรับคนแต่ละคนในแบบที่เขาเป็น..
และมองหาสิ่งที่ดีที่สุดในตัวของพวกเขาเหล่านั้นเท่านั้นเอง

สิ่งที่ไอสไตน์เคยพูด

Knowledge is not wisdom :
ความรู้ไม่ใช่ปัญญา

Knowledge is limited , imagination encircles the word :
ความรู้มีขอบเขตจำกัด แต่จินตนาการไร้ขีดจำกัด

Imagination is more important than knowledge :
จินตนาการสำคัญกว่าความรู้

Curiousity has its own reason for existing :
ความอยากรู้อยากเห็นไม่ใช่เรื่องไร้เหตุผล

A person starts to live when he can live outside himself :
บุคคลจะเริ่มมีชีวิตที่แท้จริงก็ต่อเมื่อเขาสามารถดำเนินชีวิตโดยหลุดพ้นจากตัวตน

Sometimes o ne pays most for the things one gets for nothing :
บางครั้งคนเราก็ทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างเพื่อสิ่งไร้ค่า

Anyone who has never made a mistake has never tried anything new :
ผู้ที่ไม่เคยทำอะไรผิดเลย คือผู้ที่ไม่เคยพยายามทำอะไรใหม่เลย

Only a life lived for others is a life worth while :
มีเพียงชีวิตเพื่อผู้อื่นเท่านั้นที่มีคุณค่าแก่การมีชีวิต

Everything should be made as simple as possible,but not simpler
ทุกสิ่งจะต้องทำอย่างเรียบง่ายเท่าที่จะทำได้ แต่ไม่ใช่แก้ไขให้ง่ายขึ้น

สมการ 3 ...

ผู้หญิงที่ดี มีแฟนคนเดียว
ผู้หญิงเก่ง คือผู้หญิงที่หาเงินได้มากกว่าสามีและเก็บไว้ใช้เองคนเดียว
ผู้หญิงฉลาด คือผู้หญิงที่หาเงินได้น้อยกว่าสามี และเก็บเงินของสามีไว้ใช้คนเดียว
ผู้หญิงอัจฉริยะ คือผู้หญิงที่หาเงินได้มากกว่าสามี ใช้เงินของสามี...และเก็บมรดกของสามีไว้ใช้คนเดียว
ผู้หญิงยอดอัจฉริยะ คือผู้หญิงที่หาเงินได้มากกว่าสามี ใช้เงินของสามี เก็บมรดกสามีเอาไว้ แล้วหาสามีใหม่


สมัยหนุ่มๆ ผู้ชายมักทุ่มเทเวลาทำงานหนักจนลืมภรรยาสาว เพราะต้องการจะสร้างเนื้อสร้างตัว
พอสร้างเนื้อสร้างตัวได้แล้ว เขาก็จะลืมภรรยาแก่ๆ เพราะต้องการทุ่มเทเวลาให้กับอีหนูสาวๆ


ผู้ชายที่ขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง จนกว่าจะมีผู้หญิงสักคนมาเชื่อมั่นในตัวเขา
หลังจากนั้น เขาก็จะเชื่อมั่นมากพอ จนกล้าทิ้งผู้หญิงคนนั้น เพื่อจะไปหา
ผู้หญิงคนใหม่ มาเชื่อมั่นในตัวเขาอีกครั้ง


ผู้หญิงเก่งมักชอบบงการ
ผู้หญิงเก่งที่ไม่ชอบบงการ มักเสแสร้งเฉพาะช่วงแรกๆ
ผู้หญิงสวยมักจะโง่ แต่ผู้หญิงโง่ๆ มักจะรวย
ผู้หญิงที่ไม่โง่ และรวย มักไม่ยอมแต่งงาน
ผู้หญิงที่ไม่โง่ รวย และไม่ยอมแต่งงาน มักชอบคนมีครอบครัวแล้ว

สมการ 2 ...

สัจจพจน์ที่ 1 : ความรู้ คือ กำลัง (ความรู้ = กำลัง)
สัจจพจน์ที่ 2 : เวลาเป็นเงิน (เวลา = เงิน)
สัจจพจน์ที่ 3 : สูตรฟิสิกส์ (กำลัง = งาน/เวลา)

ดังนั้น จึงได้ว่า ความรู้ = งาน/เวลา
แต่ เวลา = เงิน เราจึงได้ว่า
ความรู้ = งาน/เงิน
หรือ เงิน = งาน/ความรู้

ดังนั้น ถ้าความรู้ที่เข้าใกล้ศูนย์ หรือความรู้เข้าใกล้อินฟินิตี้
จึงเป็นตัวกำหนดจำนวนเงินที่ได้จากการทำงาน
สรุปก็คือ....
ยิ่งรู้น้อยเท่าไร ก็สามารถทำเงินได้มากเท่านั้น!

สมการ ...

ความสุขก็คือการที่เราได้ตัดสินใจอะไรได้ด้วยตนเอง

ROMANCE MATHEMATICS

Smart man + smart woman = romance
ผู้ชายเท่ห์ + ผู้หญิงเก่ง = ความโรแมนติก

Smart man + dumb woman = affair
ผู้ชายเก่ง + ผู้หญิงโง่ = ความใคร่

Dumb man + smart woman = marriage
ผู้ชายโง่ + ผู้หญิงเก่ง = การแต่งงาน

Dumb man + dumb woman = pregnancy
ผู้ชายโง่ + ผู้หญิงโง่ = ตั้งท้อง


OFFICE ARITHMETIC

Smart boss + smart employee = profit
เจ้านายเก่ง + ลูกน้องเก่ง = กำไร

Smart boss + dumb employee = production
เจ้านายเก่ง + ลูกน้องโง่ = ผลผลิต

Dumb boss + smart employee = promotion
เจ้านายโง่ + ลูกน้องเก่ง = เลื่อนตำแหน่ง

Dumb boss + dumb employee = overtime
เจ้านายโง่ + ลูกน้องโง่ = OT อย่างเดียว


SHOPPING MATH

A man will pay $2 for a $1 item he needs.
ผู้ชายจ่าย 2 บาท ต่อของ 1 ชิ้นที่เขาต้องการ

A woman will pay $1 for items that she doesn't need.
แต่ ผู้หญิง จ่าย 1 บาท ต่อ ของหลาย ๆ ชิ้น ที่เธอไม่ต้องการ


GENERAL EQUATIONS & STATISTICS

A woman worries about the future until she gets a husband.
ผู้หญิงจะกังวลเกี่ยวกับอนาคตจนกว่าจะมีสามี

A man never worries about the future until he gets a wife.
แต่ ผู้ชายไม่เคยกังวลเลยเกี่ยวกับอนาคตเลยจนกระทั่งมีภรรยา

A successful man is one who makes more money than his wife can spend.
ผู้ชายที่ประสบความสำเร็จ คือ คนที่สามารถหาเงินได้มากกว่าที่ภรรยาใช้

A successful woman is one who can find such a man.
แต่ผู้หญิงที่ประสบความสำเร็จ คือ คนที่สามารถหาสามีได้อย่างคนข้างบน


HAPPINESS

To be happy with a man, you must understand him a lot and love him a little.
การจะมีความสุขกับผู้ชายคนนึง คุณจะต้องเข้าใจเค้ามาก ๆ แต่รักเค้าน้อย ๆ

To be happy with a woman, you must love her a lot and not try to understand her at all.
การจะมีความสุขกับผู้หญิงคนนึง คุณต้องรักเธอมาก ๆ และไม่ต้องพยายามอะไรในตัวเธอทั้งสิ้น


LONGEVITY

Married men live longer than single men do, but married menare a lot more willing to die.
ผู้ชายที่แต่งงานแล้วจะมีอายุยืนกว่าชายโสด แต่ชายที่แต่งงานแล้วกลับเต็มใจเลือกที่จะตายมากกว่าอยู่


PROPENSITY TO CHANGE

A woman marries a man expecting he will change, but he doesn't.
ผู้หญิงแต่งงานกับผู้ชายคนนึงและหวังว่าจะเปลี่ยนแปลงเค้าได้ แต่ผู้ชายไม่เปลี่ยน

A man marries a woman expecting that she won't change, and she does.
ส่วนผู้ชายแต่งงานกับผู้หญิงและหวังว่าเธอคงจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แต่เธอก็เปลี่ยน


DISCUSSION TECHNIQUE

A woman has the last word in any argument.
ผู้หญิงมักมีคำพูดสุดท้ายในการโต้เถียง

Anything a man says after that is the beginning of a new argument.
แต่อะไรก็ตามที่ผู้ชายพูดออกมาต่อจากนั้น จะเป็นการเริ่มการโต้เถียงครั้งใหม่

กระดาษ จินตนาการ


























setup ubuntu ให้ใช้งาน Advanced Desktop Effects

ubuntu 8.04

1. ลง ccsm
sudo apt-get install simple-ccsm

2. enable Device driver
ก่อนอื่น backup /etc/X11/xorg.conf ไว้ก่อน หากมีปัญหาก็ค่อย Ctrl-Alt-F1 เข้าไป restore
เข้า menu System > Administrator > Hardware Drivers แล้วค่อย Enable
reboot เลยง่ายดี

3. enable Desktop Cube
เข้า menu System > Preferences > Simple CompizConfig Settings Manager
เข้า tab Desktop
set Desktop columns = 4

4. enable Advance Desktop Effect
เข้า menu System > Preferences > Advanced Desktop Effects Settings
ลองเลือก effect แล้วทดลองดู
ปุ้ม super = ปุ่ม win key

ขำขำ แต่ขำไม่ออก

The One












set ubuntu ให้ใช้ grave เป็น key สลับภาษา

วิธีการใช้กับ Xorg แฟ้มที่เกี่ยวข้องมีดังนี้
$XkbPATH/symbols/group
$XkbPATH/rules /base*
โดย $XkbPATH จะขึ้นอยู่กับ Distro
Ubuntu/TLE /etc/X11/xkb
Debian/SID/Etch /usr/share/X11/xkb
FC6 /usr/share/X11/xkb
ในแฟ้ม group ให้เพิ่มบรรทัดต่อไปนี้

partial modifier_keys
xkb_symbols "grave_toggle" {
virtual_modifiers AltGr;
key <TLDE> {
symbols[Group1]= [ ISO_Next_Group ],

symbols[Group2]= [ ISO_Prev_Group ],

virtualMods= AltGr
};
};


หมายเหตุ: กฏการเขียนอาจเขียนได้แตกต่างจากนี้ได้อีก

ในแฟ้ม base เพิ่มบรรทัดต่อไปนี้บริเวณที่เหมาะสม
   grp:grave_toggle      =       +group(grave_toggle)


ในแฟ้ม base.lst เพิ่มบรรทัดต่อไปนี้บริเวณที่เหมาะสม
   grp:grave_toggle     Grave key changes group.


และ ในแฟ้ม base.xml เพิ่มบรรทัดต่อไปนี้บริเวณที่เหมาะสม

<option>
<configItem>
<name>grp:grave_toggle</name>
<description>Grave key changes group.</description>
</configItem>
</option>


http://www.mrchoke.org/node/154
Subject: FW: มหาเศรษฐีอันดับสองของโลก Warren Buffet วอร์เรน บัพเฟตต์
Date: Wed, 21 Mar 2007 12:57:17 +0000


>
>
> >>ชีวิตพอเพียงของมหาเศรษฐีอันดับสองของโลก Warren Buffet วอร์เรน บัพเฟตต์
> >>
> >>แปลโดย Wilai Trakulsin
> >>
> >> มีรายการสัมภาษณ์หนึ่งชั่วโมงของสถานีโทรทัศน์ CNBC สัมภาษณ์
> >>วอร์เรน
> >>บัพเฟตต์
> >>มหาเศรษฐีอันดับสองของโลก (รองจากบิล เกตส์) ซึ่งบริจาคเงินให้การกุศล 31,000
> >>ล้านดอลล่าร์
> >> ต่อไปนี้คือแง่มุมบางส่วนที่น่าสนใจยิ่งจากชีวิตของเขา:
> >>
> >> 1) เขาเริ่มซื้อหุ้นครั้งแรกเมื่ออายุ 11 ขวบ และปัจจุบันบอกว่า
> >>รู้สึกเสียใจที่เริ่มช้าไป!
> >>
> >> 2) เขาซื้อไร่เล็กๆ เมื่ออายุ 14 โดยใช้เงินเก็บจากการส่งหนังสือ
> >>พิมพ์
> >>
> >> 3) เขายังอาศัยอยู่ในบ้านเล็กหลังเดิมขนาด 3 ห้องนอน
> >>กลางเมืองโอมาฮา
> >>ที่ซื้อไว้
> >>หลังแต่งงานเมื่อ 50 ปีก่อน เขาบอกว่ามีทุกสิ่งที่ต้องการในบ้านหลังนี้
> >>บ้านเขา
> >>ไม่มีรั้วหรือกำแพงล้อม
> >>
> >> 4) เขาขับรถไปไหนมาไหนต้วยตนเอง ไม่มีคนขับรถหรือคนคุ้มกัน
> >>
> >> 5) เขาไม่เคยเดินทางด้วยเครื่องบินส่วนตัว
> >>แม้จะเป็นเจ้าของบริษัทขาย
> >>เครื่องบินส่วน
> >>ตัวที่ใหญ่ที่สุดในโลก
> >>
> >> 6) บริษัท เบิร์กไช แฮทะเวย์ ของเขามีบริษัทในเครือ 63 บริษัท เขา
> >>เขียนจดหมายถึง
> >>ซีอีโอของบริษัทเหล่านี้เพียงปีละฉบับเดียว เพื่อให้เป้าหมายประจำปี
> >>เขาไม่เคย
> >>นัดประชุมหรือโทรคุยกับ
> >>ซีอีโอเหล่านี้เป็นประจำ
> >>
> >> 7) เขาให้กฎแก่ ซีอีโอ เพียงสองข้อ
> >> กฎข้อ 1 อย่าทำให้เงินของผู้ถือหุ้นเสียหาย
> >> กฎข้อ 2 อย่าลืมกฎข้อ 1
> >>
> >> 8 ) เขาไม่สมาคมกับพวกไฮโซ การพักผ่อนเมื่อกลับบ้าน คือทำข้าวโพดคั่ว
> >>กินและดู
> >>โทรทัศน์
> >>
> >> 9) บิล เกตส์ คนที่รวยที่สุดในโลก เพิ่งพบเขาเป็นครั้งแรกเมื่อห้าปี
> >>ก่อน บิล เกตส์คิดว่า
> >>ตนเองไม่มีอะไรเหมือนวอร์เรน บัพเฟตต์เลย จึงให้เวลานัดไว้เพียงครึ่งชั่วโมง
> >>แต่เมื่อบิล เกดส์ได้พบ
> >>บัฟเฟตต์จริงๆ ปรากฏว่าคุยกันนานถึงสิบชั่วโมง และบิล
> >>เกตส์กลายเป็นผู้มีศรัทธา
> >>ในตัววอร์เรน
> >>บัพเฟตต์
> >>
> >> 10) วอร์เรน บัพเฟตต์ ไม่ใช้มือถือ และไม่มีคอมพิวเตอร์บนโต๊ะทำงาน
> >>
> >> 11) เขาแนะนำเยาวชนคนหนุ่มสาวว่า: จงหลีกห่างจากบัตรเครดิตและลงทุนใน
> >>ตัวคุณเอง
> >>
> >>
> >>ที่สุดของชีวิต คือ มีปัจจัย๔ อย่างเพียงพอนั่นเอง
> >>
> >>มหาเศรษฐีหรือยาจก กินข้าวแล้วก็อิ่ม1มื้อ เท่ากัน
> >>มหาเศรษฐีหรือยาจก มีเสื้อผ้ากี่ชุด ก็ใส่ได้ทีละชุด เท่ากัน
> >>มหาเศรษฐีหรือยาจก มีบ้านหลังใหญ่แค่ไหน พื้นที่ที่ใช้จริงๆ ก็เหมือนกันคือ
> >>ห้องนอน ห้องน้ำ ห้องครัว
> >>เหมือนกัน
> >>มหาเศรษฐีหรือยาจก จะมียารักษาโรคดีแค่ไหน ยื้อชีวิตไปได้นานเพียงไร
> >>สุดท้ายก็
> >>ต้องตาย เหมือนกัน
> >>
> >>....มองทะลุวัตถุนิยม และเห็นความหมายที่แท้จริงของชีวิต

ชื่อจีน

素提 同亚
su4ti2 tong2ya
สู้ถี ถงหญ้า

บริสุทธิ์
พัฒนา
ด้วยกัน
ที่สอง

ติดตั้ง ubuntu 8.04

ลงเครื่องใหม่หลังจากใช้ ubuntu 6.04 มา 2 ปี
อะไรๆ มันเปลี่ยนไปเยอะ เช่น bug เรื่องภาษาไทยที่เป็น n/a ก็หายแล้วดีจัง
แต่ดูเหมือนอะไรที่เคยลงไว้ config ไว้ต้องทำใหม่หมด คิดแล้วก็น่ากลัวจริงๆ

hp Compaq nc8230 : NET (สุทธิ)
Processor : Intel(R) Pentium(R) M processor 2.13GHz
Memory : 1.5 GiB
HardDisk : 250 GB
Ubuntu Release 8.04 (hardy)
Kernel Linux 2.6.24-17-generic
GNOME 2.22.2

วันแรกก็เจอเลย
Grub loading, please wait ...
Error 18


http://www.linuxquestions.org/questions/linux-hardware-18/grub-loading-please-wait......error-18-343280/
my advice would be reinstall GRUB (if you can boot from a boot disk/CD)

http://www.linuxforums.org/forum/ubuntu-help/69885-grub-error-installation-ubuntu.html
try windows bootable floppy... boot up through floppy and type this command...
A:\> fdisk /mbr
you can download windows 98 bootable floppy from www.bootdisk.com

ระยะปลอดภัย

ระยะปลอดภัย ว่าน ธนกฤต ว่าน AF2

เนื้อเพลง ระยะปลอดภัย - ว่าน ธนกฤต AF2

เพลง ระยะปลอดภัย
( หมายถึงช่วงเวลาก่อน 7 หลัง 7 )
ช่วงเวลาดีๆที่เธอและฉัน ไม่ต้องกังวลอะไร
( ไม่ต้องกลัวว่าจะท้อง )
เป็นช่วงเวลาดีๆที่เราทั้งสองจะมีแต่ความเข้าใจ
วันนี้เป็นวันดีดี วันนี้เราควรจะทำอะไร
(? นั่นสิ... ทำอะไรกันดี )
วันที่อะไรๆ ก็ดูจะเหมือนจะคอยเป็นใจให้กัน
วันนี้จะทำอะไร ก็ ดูจะเหมือน ไม่ต้องระแวงระวัง
( เออ ไม่ท้องหรอก )
วันนี้คือวันดีดี มีฉันและเธอคนดีเท่านั้น

* มีบรรยากาศ ฝนตกรถติด ช่วยฉัน
( ฝนตก = เปียก , รถติด = ไฟแดง )
ยังมี มือเปล่า ว่างอยู่ ให้จับเท่านั้น
ลองดูที่ แตะหน้าผากว่าตัวร้อนมั๊ย
( ในช่วงวันนั้นของเดือน ผู้หญิงมักจะมีไข้ )
เอาเธอมากอดข้างกายไม่แบ่งใครๆ
มีเราเพียงเท่านั้น มีเธอและมีฉัน อยู่ในวันสำคัญของเรา

คิดจะเอาอะไร ก็ดูจะเหมือนจะง่ายจะดายอย่างใจ
( ยัง จะเอา อีกนะ ...)
อยากได้อารมณ์อะไร จะเย็น จะร้อน จะช้า จะเร็ว อย่างไร
( อืมม... )
เธอนั้นพูดมาดีดีฉันพร้อมให้เธอคนดีทุกอย่าง
อยากให้มัน (ส์) เป็นยังไง จะยืน จะล้ม จะนั่ง จะนอน อย่างไร
( หลายท่าจัง... )
ปวดเนื้อเมื่อยตัว ยังไงไม่นานไม่ช้าก็คงจะคลายกันไป
( เป็นผลมาจากการใช้หลายท่าข้างบน... )
มีพร้อมแค่เรื่องดีๆ เธอพร้อมที่จะยินดีอีกไหม

*

ก็แค่ไม่อยากให้วันนี้ผ่านพ้นไปจะทำยังไง อยากหยุดเวลาไว้
( วันที่ไม่ปลอดภัยก็ยืดอกพกถุงสิฟะ สาด ~)
ในวันที่มันปลอดภัย มีเธอที่เคียงข้างกาย... สองเรา

*

( ขำๆ นะคับ อย่าคิดมาก )

เรื่องดีครับ พี่น้อง

ฉันเกิดในหมู่บ้านบนภูเขาที่ห่างไกลผู้คน
แต่ละวันพ่อแม่ของฉันต้องพรวนดินในไร่ท่ามกลางแดดที่ร้อนระอุ
ฉันมีน้องชายอยู่หนึ่งคน อายุน้อยกว่าฉัน 3 ปี
วันหนึ่งฉันขโมยเงินของพ่อเพื่อไปซื้อผ้าเช็ดหน้าที่เพื่อนๆ
ของฉันมีกัน
จากนั้นพ่อก็รู้เรื่อง
พ่อให้ฉันกับน้องคุกเข่าหันหน้าเข้าหากำแพง
โดยที่ในมือพ่อมีก้านไม่ไผ่อยู่หนึ่งก้าน
"ใครขโมยเงินไป" พ่อตวาด
ฉันกลัวมาก ไม่กล้าพูดอะไรออกไป น้องชายฉันก็เช่นกัน
พ่อจึงเอ่ยขึ้นว่า
"ก็ได้ ในเมื่อไม่มีคนรับสารภาพก็ต้องโดนลงโทษทั้งคู่นั่นล่ะ"
พ่อชูก้านไม้ไผ่ในมือขึ้น
ทันใดนั้น น้องชายของฉันก็ลุกขึ้นคว้าข้ อมือของพ่อไว้....แล้วพูดว่า
"ผมขโมยเองครับ"
ก้านไม้ไผ่ก้านนั้นได้กระหน่ำลงบนหลังของน้องของฉันอย่างต่อเนื่อง
พ่อโกรธมาก พ่อตีน้องของฉันไม่หยุด
จนพ่อหอบด้วยความเหนื่อย
พ่อนั่งลงบนเก้าอี้
และด่าว่าน้องชายของฉัน
" ของคนในบ้านแกเอง แกยังขโมยได้ต่อไปแกจะทำชั่วอะไรอีก
แกน่าจะโดนตีให้ตาย ไอ้หัวขโมย"
คืนนั้น ฉันกับแม่กอดน้องชายของฉันไว้
หลังของน้องมีแผลเต็มไปหมด
แต่เขาไม่ได้ร้องไห้แม้แต่น้อย
กลางดึกคืนนั้น ฉันนอนร้องไห้เสียงดัง และนานมาก
น้องเอามือเล็กๆ ของเขามาปิดปากฉันไว้ แล้วพูดว่า
" พี่ครับ ไม่ต้องร้องไห้นะมันผ่านไปแล้ว"
ยังไงฉันก็อดที่จะเกลียดตัวเองไม่ได้
ที่ไม่มีความกล้าจะบอกความจริงกับพ่อ

หลายปีผ่านไป
แต่เหมือนกับว่าเหตุการณ์มันเพิ่งเกิดเมื่อวานนี้เอง
ฉันไม่อาจลืมคำพูดของน้องชายตอนที่เขาปกป้องฉันได้เลย
ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 8ปี ส่วนฉันอายุ 11ปี.. .
เมื่อตอนที่น้องชายของฉันใกล้จบ ม.ต้น
เขาได้รับการตอบรับจากโรงเรียน
ม.ปลาย ว่าเขาสอบได้ ในขณะที่ฉันซึ่งใกล้จบ ม.ปลาย
ก็ได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยของจังหวัดเช่นกัน
คืนนั้น พ่อได้นั่งสูบบุหรี่อยู่ที่สวนหลังบ้าน
ฉันแอบได้ยินพ่อพูดว่า
" ลูกเราทั้งคู่เรียนดีเรียนดีมากนะ"
แม่ซึ่งนั่งเช็ดน้ำตาอยู่ข้างๆ พ่อ ได้พูดว่า
"แล้วเราจะส่งเสียลูกทั้งคู่ได้อย่างไรในเมื่อเราก็ไม่ค่อยมีเงิน"
ทันใดนั้น น้องชายของฉันได้เดินเข้าไปหาพ่อ แล้วพูดว่า
" ผมไม่ต้องการเรียนต่อผมอ่านหนังสือมามากพอแล้ว"
พ่อเหวี่ยงมือตบลงที่แก้มของน้องของฉันฉาดใหญ่
"ทำไมถึงคิดโง่ๆ อย่างนี้
ต่อให้พ่อต้องไปเป็นขอทานข้างถนน
พ่อก็จะส่งแกทั้งคู่เรียนจนจบให้ได้"
คืนนั้นทั้งคืน พ่อได้เดินไปตามบ้านต่างๆ
ทั่วทั้งหมู่บ้าน....เพื่อขอยืมเงิน
ฉันค่อยๆ เอามือประคบแก้มบวมๆ
ของน้องชายเบาๆ และคิดว่า
" ต้องให้น้องได้เรียนต่อไม่เช่นนั้นเขาคงไม่อาจหลุดพ้นชีวิตลำบากเช่นนี้ไปได้"
แต่ในขณะเดียวกัน
ฉันก็ไม่อาจล้มเลิกความคิดอยากจะเรียนต่อไปได้
ใครจะรู้ได้ .......

วันต่อมาในตอนเช้ามืด
น้องชายของฉันได้ออกจากบ้านไปพร้อมทั้งเสื้อผ้าติดตัวเพียงไม่กี่ชิ้น
และถั่วเพียงเล็กน้อยเพื่อประทังความหิว
ก่อนไปเขาได้ทิ้งข้อความไว้ใต้หมอนของฉัน
ขณะฉันกำลังหลับ
" พ ี่ครับ การจะเข้ามหาวิทยาลัยได้ ไม่ใช่ง่ายๆ นะ ....
ผมจะไปหางานทำ...แล้วจะส่งเงินมาให้พี่"
ฉันนั่งอยู่บนเตียง
อ่านข้อความของน้องชายด้วยน้ำตานองหน้า .......
ฉันร้องไห้จนเสียงแหบแห้งไป
ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 17ปี ส่วนฉันอายุ 20ปี .....
ด้วยเงินที่พ่อยืมมาจากคนในหมู่บ้าน
รวมกับเงินที่น้องชายของฉันได้รับเป็นค่าจ้างมาจากการทำงานเป็น
กรรมกรแบกหามที่ไซท์ก่อสร้างท่าเรือ .......
ฉันจึงสามารถเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้จนถึงปี 3
วันหนึ่งขณะที่ฉันกำลังอ่านหนังสืออยู่ในห้องพัก
เพื่อนร่ วมห้องของฉันได้เข้ามาบอกว่า
"มีชาวบ้านมาหาเธอ...อยู่ข้างนอกแน่ะ"
ทำไมชาวบ้านถึงมาหาฉันล่ะ ???
ฉันเดินออกไปแล้วมองเห็นน้องชายของฉันยืนอยู่
ตัวของเขาเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นปูนและทรายจากงานก่อสร้าง
...
ฉันถามเขาว่า
"ทำไมไม่บอกเพื่อนพี่ไปว่าเป็นน้องชายพี่ล่ะ"
น้องชายของฉันตอบยิ้มๆ ว่า
"ก็ดูผมสิสกปรกมอมแมมออกอย่างนี้...ขืนบอกว่าเป็นน้องพี่ เพื่อนๆ
ก้อได้หัวเราะเยาะพี่กันพอดี"
ฉันค่อยๆ เอื้อมมืออันสั่นเทาไปปัดฝุ่นให้น้อง
และพยายามพูดด้วยเสียงเครือๆในลำคอ
" พี่ไม่สนใจว่าใครจะพูดยังไง
เธอเป็นน้องของพี่ ไม่ว่าเธอจะดูเป็นอย่างไรก็ตาม"
จากนั้น น้องของฉันได้ล้วงบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกง
เป็นกิ๊บหนีบผมรูปผีเสื้อ . เขาติดกิ๊บให้ฉัน
แล้วพูดว่า
"ผมเห็นสาวๆ ในเมืองเค้าติดกัน ผมเลยอยากให้พี่ติดบ้าง"
ฉันหมดเรี่ยวแรงลงในทันใด
ดึงน้องชายเข้ามาสวมกอดและร้องไห้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นเวลานาน
ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 20 ปี ส่วนฉันอายุ 23 ปี .
วันที่ฉันพาแฟนหนุ่มของฉันมาที่บ้านเป็นครั้งแรก
ฉันสังเกตเห็นว่า
หน้าต่างบ้านที่เคยแตกไป ได้ถูกซ่อมเรียบร้อยแล้ว
เมื่อเข้าไปในบ้านก็เห็นว่าบ้านสะอาดขึ้นมาก
หลังจากที่แฟนของฉันกลับไป ฉันพูดกับแม่ว่า
"แม่ไม่ต้องเสียเงินเพื่อทำความสะอาดบ้านกับซ่อมกระจก
เพียงเพราะหนูจะพาแฟนมาที่บ้านหรอกนะคะ"
แม่ยิ้ม แล้วพูดว่า
" แม่ไม่ได้จ้างหรอก...น้องชายลูกต่างหาก
วันนี้เค้าขอเลิกงานเร็วเพื่อกลับมาทำความสะอาดบ้าน
ลูกยังไม่เห็นมือน้องหรอกเหรอ
น้องโดนกระจกบาดตอนกำลังเปลี่ยนกระจกบานใหม่น่ะ"
ฉันรีบเข้าไปหาน้องที่ห้องนอนของเขา
ฉันรู้สึกเหมือนถูกเข็มนับร้อยเล่มทิ่มลงกลางใจเมื่อได้เห็นบาดแผลบนมือ
ฉันจับมือน้องเอาไว้อย่างเบามือที่สุด "เจ็บมากไหม"
ฉันถาม
"ไม่เจ็บสักหน่อย พี่ก็รู้นี่ผมทำงานก่อสร้างนะ วันๆ
มีหินตกมาใส่เท้าผมเต็มไปหมด
แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ผมคิดเลิกทำงา นหรอกนะ
และ..."
น้องชายของฉันยังพูดไม่จบประโยค แต่ก็ต้องหยุดพูด
เพราะฉันหันหน้าหนีเขา
น้ำตาไหลอาบหน้าของฉันอีกครั้ง
"เพราะพี่เป็นพี่สาวของผมนี่ครับ"
ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 23 ปี ส่วนฉันอายุ 26 ปี...
หลังจากนั้น ฉันก็ได้แต่งงานและย้ายเข้าไปอยู่ในเมือง
หลายครั้งที่สามีของฉันชักชวนให้พ่อแม่ของฉันย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองด้วยกัน...
แต่ท่านทั้งสองก็ปฏิเสธ
ท่านบอกว่า ท่านเคยย้ายออกจากหมู่บ้านครั้งหนึ่ง
แต่เมื่อออกไปแล้ว
ท่านไม่รู้จะทำอะไรดี
จึงได้ย้ายกลับเข้ามาใช้ชีวิตในหมู่บ้านตามเดิม
น้องชายของฉันก็ไม่เห็นด้วยกับการที่จะให้เขาและพ่อแม่ย้ายออกไป ...
เขาบอกกับฉันว่า
"พี่คอยอยู่ดูแลพ่อและแม่ของสามีพี่ทางนั้นเถอะผมจะดูแลพ่อและแม่ทางนี้เอง"
สามีฉันได้ขึ้นเป็นประธานของบริษัทของ ครอบครัว
เราทั้งคู่อยากให้น้องชายของฉันเข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการบริษัท
...
แต่น้องชายของฉันก็ไม่รับตำแหน่งนี้
เขาขอเข้าทำงานในตำแหน่งพนักงานธรรมดา
วันหนึ่ง น้องชายของฉันต้องปีนบันไดขึ้นไปซ่อมสายเคเบิล
และตกลงมาเพราะโดนไฟดูด
เขาถูกรีบหามส่งโรงพยาบาล
ฉันและสามีรีบไปเยี่ยมเขาที่โรงพยาบาล
น้องชายของฉันขาหักต้องเข้าเฝือกที่ขา
... ฉันโกรธมาก จึงตวาดน้องไปว่า
" ทำไมถึงไม่ยอมรับตำแหน่งผู้จัดการ หา !!!
ถ้าเป็นผู้จัดการก็จะได้ไม่ต้องมาทำงานเสี่ยงๆอย่างนี้
ดูตัวเองซิ...เจ็บเจียนตายอยู่แล้ว ทำไมถึงไม่ยอมฟังพี่บ้าง"
คำตอบจากปากน้องของฉันรวมถึงสีหน้าเคร่งเครียด
ยังยืนยันความคิดเดิมของเขา
"พี่ลองคิดถึงพี่เขยสิครับ พี่เขยเพิ่งจะได้เป็นประธาน
ส่วนผมมันการศึกษาต่ำถ้าผมได้เป็นผู้จัดการ
คงจะมีเสียงนินทาว่ าร้ายเต็มไปหมด"
น้ำตาปริ่มดวงตาของฉันรวมทั้งสามีของฉันด้วย .....
ฉันบอกกับน้องว่า
"แต่ที่เธอไม่ได้เรียนต่อก็เพราะพี่..."
"ทำไมต้องพูดถึงเรื่องที่ผ่านไปแล้วด้วยล่ะครับ"
น้องชายของฉันจับมือฉันไว้
ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 26 ปี ส่วนฉันอายุ 29 ปี...

เมื่อน้องชายของฉันอายุได้ 30 ปี
เขาได้แต่งงานกับผู้หญิงในที่ทำงานที่เดียวกัน
ในงานแต่งงาน ประธานในงานได้ถามน้องชายของฉันว่า
" ใครคือคนที่คุณรักที่สุดในชีวิตนี้"
น้องชายของฉันตอบอย่างไม่ลังเล "พี่สาวของผมครับ" .....
และเขาก็เล่าเรื่องราวที่แม้แต่ฉันยังจำไม่ได้
"ตอนผมอยู่โรงเรียนประถม โรงเรียนอยู่อีกหมู่บ้านหนึ่ง
เราสองคนพี่น้องต้องใช้เวลาถึง 2ชม.
เพื่อเดินไปเรียน...และเดินกลับบ้าน
วันหนึ่งในวันที่หิมะตกหนักผมทำถุงมือหายไปข้างหนึ่ง
พี่สาวผมจึงได้ให้ถุงมือของเธอข้างหนึ่ง
และเธอก็ใส่ถุงมือเพียงข้างเดียวเดินเป็นระยะทางไกล
เมื่อเรากลับถึงบ้านมือเธอบวมแดงเพราะอากาศหนาว
เธอไม่สามารถจับช้อนทานข้าวได้ด้วยซ้ำ .......นับจากวันนั้น
ผมสาบานกับตัวเอง
ว่าตลอดชีวิตของผม ผมจะดูแลพี่สาวของผมให้ดี
และจะทำดีกับเธอ"
เสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่ว
สายตาทุกคู่ของแขกเหรื่อหันมาจับจ้องที่ฉัน
คำพูดจากปากฉันออกมาอย่างยากลำบาก .......
"ในโลกใบนี้คนเดียวที่ฉันรู้สึกขอบคุณที่สุด คือน้องชายของฉันค่ะ"
ในวาระที่มีความสุขที่สุดเช่นนี้
น้ำตาได้รินไหลออกมาจากสองตาของฉันอีกครั้ง...
จงรัก และห่วงใยคนที่คุณรักในทุกๆ
วันในชีวิตของคุณและเขา
คุณอาจจะคิดว่าสิ่งที่คุณทำให้ใครสักคนเป็นเพียงสิ่งเล็กๆน้อยๆ
แต่สำหรับคนคนนั้นอาจจะมีความหมายมากอย่างคาดไม่ถึง
.. ไม่ว่าเขาคนนั้นจะคือ
พ่อ แม่ พี่ น้อง ญาติ คนรัก เพื่อน
หรือแม้คนที่คุณไม่รู้จัก ก็ตาม

จบบริบูรณ์....

ปล.ปัจจุบันผู้เป็นพี่สาวอายุ 86 ปีตำรงตำแหน่งเป็นผู้บริหารใหญ่บริษัทฮุนไดและในเครือกว่า 20 บริษัท
น้องชายอายุ 83 ปีเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทเล็กๆ ที่มีชื่อเป็นภาษาเกาหลีว่า

"ซัมซุง"

และเรื่องร าวของท่านทั้ง 2 คนกำลังถูกนำมาสร้างเป็นซี่รี่ย์ โดยดาราเล็กๆ คนคือ ซอง เฮ เคียว และ ลี ดอง ฮุคครับ

บู มิง ฮอง
เล่าเรื่อง

เทคนิคการดื่ม Johnnie Walker

เอาทริคนี้ไปหน่อยก็ดี จะได้ดื่มแบบมีรสชาติ ( ลอกเขามาอีกที)
เทคนิคการดื่ม Johnnie Walker ชั้นเทพ ดื่มอย่างไรไม่ให้เสียของพร้อมสัมผัสกับรสชาติที่แอบ ซ่อน
รู้จักคำว่า ' เสียของ ' กันบ้างมั้ย ? คนไทยเราน่ะ ชอบทำให้เสียของอยู่เรื่อย

เริ่มจาก ' เรด เลเบิ้ล ' (Red Label) กันก่อนเลยดีกว่า
จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ เรด เลเบิ้ล น่าจะดูถูกใจคนไทยที่สุด
เพราะน้องเล็กสุดขวดนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อการดื่มตลอดค่ำคืน
พูดง่ายๆ ก็คือกินได้นานๆ สนุกสนานกันทั้งคืนนั่นแหละ
แถมวิธีการกินที่ถูกต้องนั้น ก็ต้องผสมกับ ' มิกเซอร์ ' ทั้งหลาย
อันเป็นวิธีการดื่มที่นิยมในหมู่คนไทยอยู่แล้วซะอีก
ตอนนี้ จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ เรด เลเบิ้ล ก็เลยขายดีที่สุดไปโดยปริยาย
ง่ายๆ จะใส่น้ำแข็ง ผสมโคล่า ชามะนาว หรือโซดาก็ได้ทั้งนั้น
สุดแล้วแต่ว่าจะชอบรสชาติแบบไหนหลังผสมมิกเซอร์แล้วเ ท่านั้นเอง
แต่นักดื่มมืออาชีพมักนิยมผสมน้ำก่อนแล้วจึงผสมโซดาต ามลงไป
ในอัตราส่วน2:1หรือที่เรียกกันว่า ' โซดาลอย ' นั่นเอง ...
ผสมเสร็จก็ เอ็นจอย ดริ๊งกิ้ง กันได้ทั้งคืน ( แต่อย่าขับรถหลังดื่มนะ )

โตขึ้นมาหน่อย กับความเคร่งขรึมแบบ จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ แบล็ค เลเบิ้ล
วิสกี้ชั้นดีจากการหมักบ่มเพื่อให้ได้รสชาติที่คลาสส ิกที่สุดนานถึง 12 ปี
วิธีการดื่มที่ถูกต้องนั้นก็คลาสสิกไม่แพ้รสชาติของต ัววิสกี้
ง่ายๆ เท่ๆ ดูดีด้วยสไตล์ที่เรียกกันว่า ' ออน เดอะ ร็อก ' นั่นเอง
หรือถ้าอยากย๊ากอยากจะผสมมิกเซอร์เหลือเกิน
ก็ต้องใส่น้ำแข็งเข้าไปเยอะๆ วิสกี้ ครึ่งแก้ว และโซดาอีกครึ่งแก้ว
แค่นี้แหละ ก็จะได้สัมผัสรสชาติที่แท้จริงของ จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ แบล็ค เลเบิ้ล

ส่วน จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ กรีน เลเบิ้ล อายุ 15 ปี ที่มีจำหน่ายแบบจำกัดประเทศนั้น
หาน้ำแข็งก้อนใหญ่ๆ สักก้อน ใส่ในแก้วปากกว้างเพียงแค่ก้อนเดียว
ไม่ต้องกลัวว่าน้ำแข็งก้อนนั้นจะเหงา เพราะเราจะเฝ้ามองอย่าทะนุถนอม
จากนั้นริน จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ กรีน เลเบิ้ล ลงไปไม่ต้องท่วมน้ำแข็ง
แกว่งแก้วเล็กน้อย ให้อุณหภูมิของวิสกี้ชะอุณหภูมิของน้ำแข็งก้อนโต
ดมกลิ่นวิสกี้ที่ระเหยขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนลิ้มรสวิสกี้ที่อุณหภูมิพอเหมาะพอดี
งานนี้จะได้ รสชาติ กลิ่น และแสงที่วิสกี้ตกกระทบกับก้อนน้ำแข็งชวนมอง
( อันนี้เคยเสียของมาครั้งหนึ่งแล้ว )

มาถึงวิสกี้ตระกูล จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ ที่ไม่ค่อยจะเห็นบ่อยนักบ้างดีกว่า
เริ่มจาก จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ โกลด์ เลเบิ้ล อายุ 18 ปีกันก่อน
แค่นำ จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ โกลด์ เลเบิ้ล ไปใส่ในช่องแช่แข็งสัก 24 ชั่วโมง
ถ้าที่ในช่องแช่แข็งยังเหลือก็นำแก้วทรงสูงเปล่าๆ แช่ไว้ด้วย
พอได้เวลา ก้รินใส่แก้วที่แช่ไว้ข้างกันๆ นั่นแหละ แล้วดื่มเข้าไปเลย
ทันทีที่วิสกี้เย็นจัดปะทะกับความอุ่นในปาก กลิ่นหอมหวนนุ่มลิ้นจะอบอวล
แหม ... ยิ่งถ้ามีช็อกโกแล็ตดีๆ ไว้กินเข้าคู่ล่ะก็ จะเป็นความสุขที่ลืมไม่ลงเลย เชียว

ปิดท้ายกันที่วิสกี้ชั้นสูง จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ บลู เลเบิ้ล อายุ 25 ปี
ที่หมักบ่มจากมอลต์คุณภาพสูง ตามวิธีการคลาสสิกแบบศตวรรษที่ 19
วิธีการดื่มวิสกี้ชั้นสูงนี้ก็คลาสสิกมาก เตรียมแก้วบรั่นดีสวยๆ ไว้สัก 2 ใบ
แก้วนึงรินวิสกี้รอไว้ ส่วนอีกแก้วนึงรินน้ำแร่เย็นๆ ไว้เช่นกัน
ดื่มน้ำแร่เย็นๆ เพื่อปรับอุณหภูมิในช่องปากกันก่อน
จากนั้นจิบ จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ บลู เลเบิ้ล ในแก้วบรั่นดีอีกใบตาม
เมื่อน้ำแร่เย็นๆ ที่หลงเหลืออยู่ในช่องปากผสมกับวิสกี้ชั้นดีนี้
รสชาติที่แอบซ่อนจะซึมผ่านเพดานปากไปมัดใจนักดื่มเหล้าทั้งหลายไม่รู้ลืม

ปล.การดื่มสุราและของมึนเมาทำให้ความสามารถในการขับขี่ยานพาหนะลดลง

อ่านแล้วอมยิ้มจิงๆ

ปกติผมจะตื่นแต่เช้าตรูทุกวันไม่ว่าจะเมามายขนาดไหนผมต้องตื่นก่อนไก่โห่ฮาป่าฮิ้ว

หลายอาทิตย์ก่อนเป็นวันเกิดหลานสาววัย 14 ก็เลยชวนน้าเท่ห์ๆอย่างผม
ออกมายืนเป็นเพื่อนใส่บาตร ก็ตระเตรียมอาหารแพคสำเร็จรูป เป็นชุดกิ๊ฟเซท
สวยงาม ครบหลักใหญ่ใจความ ปกติการตักบาตรพระก็จะเดินมาเป็นกลุ่มเป็นก็น ประมาณ
2-3 รูป แถวเรียงหนึ่งเข้ามารับนิมนต์ตักบาตร....... ' นิมนต์คับ หลวงพ่อ '
ผมเอื้อนเอ่ยนิมนต์หลวงพ่อ ผสมหลวงพี่ รับบาตร หลานสาวก็ใส่บาตร
ใส่เสร็จหลานสาวก็จะบอกหลวงพ่อว่า ' วันนี้วันเกิดค่ะ '


หลวงพ่อ/หลวงพี่ก็ให้พร ผมก็นั่งคุกเข่า พนมมือรับพรไปกะหลานด้วย
แต่แอบๆนึกในใจ ตรูเกี่ยวอะไรฟ่ะ?........... ........... ........... ........
ประเด็นมาเกิดตอนแพ๊คสุดท้ายหลังจากตักบาตรให้หลวงพ่อ
ซึ่งเดินนำหน้าทิ้งช่วงน้องหลวงเณรไป ประมาณ 30 เมตร
น้องหลวงเณรวัยสัก ประมาณ 12-13 ปี เห็นจะได้
ตะแรกก็เดินเลี่ยงเปิดไฟเลี้ยวขวา ทำท่าจะไม่รับบาตร หลานสาวผมก็


' นิมนต์ค่ะ '
หลวงเณร ตบไฟเลี้ยวซ้ายเบี่ยงเข้ามาชิดริมฟุตบาท
หลานสาวผมก็ตักบาตร กิ๊ฟเซท ชุดสุดท้ายเสร็จ พร้อมๆ กับ
' วันนี้วันเกิดค่ะขอพรด้วยค่ะหลวงเณรค่ะ ? '
ผมยืนอยู่ใกล้ๆ สังเกตเห็นสีหน้าน้องหลวงเณร ทำหน้าทำตาแบบบอกบุญไม่รับ
ดูเหมือนจะมีเม็ดเหงื่อผุดขึ้นมาที่ใบหน้าเล็กน้อย
.......เอ่อ..... ' คือว่าโยม หลวงเณรเอง
เพิ่งจะบวชได้ไม่กี่วันเองปกติก็จะเดินรับบาตรติดๆ กะอาจารย์
แต่พอดีตะกี้อาจารย์ทิ้งช่วงไปหน่อย หลวงเณรสวดให้พรยังไม่เป็นคับ!
อะ.......อะ..... ........เอ่อ......
เอางี้ละกันเพื่อไม่ให้โยมเสียศรัทธาเอาเท่าที่หลวงเณรจะให้ได้น่ะคับโยม
' ค่ะหลวงเณร 'หลานสาวผมตอบพลางพนมมือไหว้รอรับพร
ผมก็ย่อตัวลงพนม มือไหว้ รอรับพรเช่นกัน


“ แฮปปี้ เบริด์ เดย์ ทู๊ยู แฮปปี้ เบริด์ เดย์ ทู๊ยูแฮปปี้ เบริ๊ดดดด เดย์”
“ แฮปปี้ เบริ๊ดดดด เดย์ แฮปี้ปปปปปปปปป ปี๊เบริด์ เดยย์ ทู๊ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ยู!”

อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก............ ......... ........... .
ผมอุทานในใจพลางอมยิ้มแก้มตุ่ย เหลือบตาไปมองหลานสาว
หลานสาวก็อึ้งกิมกี่ ขำกิ๊กๆๆ